วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Learning Outside

หลักสูตรเทคนิคความจำอัจฉริยะ [SUPER MEMORY ]
                       
                 หลักสูตรเทคนิคความจำอัจฉริยะ เป็นหลักสูตรเดียวในประเทศไทย ที่สอนเทคนิคการจำในส่วนวิชาการหรือตำราเรียน เพื่อให้การเรียนวิชาการ(สังคม,วิทยาศาสตร์,ประวัติศาสตร์,ภาษาไทยฯลฯ)เป็น เรื่องง่ายๆ โดยการใช้จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ในการจำ เพื่อเป็นการฝึกให้เด็กมีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนหนังสือ ควบคู่ไปด้วยอย่างไร ถึงเรียกว่า SUPER MEMORY การเรียนหลักสูตรนี้เป็นการสอนเทคนิคการใช้สมองสองซีกให้สมดุล เพราะมนุษย์เรามีสมองสองซีก คือซีกซ้ายและซีกขวา สมองฝั่งซ้ายเราใช้มันในเรื่องของเหตุผลและวิชาการ ส่วนสมองซีกขวาจะใช้ในเรื่องทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ ถ้าต้องการทำให้สมดุลก็คือเราต้องให้สมองได้มีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสามารถนำไปใช้ในส่วนของวิชาการได้ จึงทำให้การจำเป็นการจำที่เป็นระบบมากขึ้น จำได้นาน จำได้เร็วและเก็บรายละเอียดได้ดีถ้าเรา นึกย้อนไปในการเรียนในอดีตเมื่อเราเรียนหนังสือ เราจะสังเกตเห็นว่าเราเรียนหนังสือซ้ำๆกันในหลายๆวิชา เช่น เราเรียนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เราก็ยังคงต้องท่องเนื้อหาเดิมซ้ำๆ กัน เพียงแต่ว่าแต่ละชั้นปีที่สูงขึ้นก็มีเนื้อหาที่เพิ่มขึ้น แต่เนื้อหาเก่าไม่เปลี่ยนแปลงแต่ก็จำไม่ได้ ทำให้เราต้องเรียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอด ถ้าเราไม่ลืมเนื้อหาเก่าเราก็จะเรียนเนื้อหาใหม่เพียงนิดเดียว เช่น การจำรัชกาลที่ 1-9, การจำพระนามกษัตริย์ 32 พระองค์ในสมัยอยุธยา , การจำชั้นบรรยากาศโลก, การจำตารางธาตุ 108 ตารางธาตุฯลฯ ดังจะเห็นได้ว่าเด็กมีเรื่องมากมายที่ต้องจำ ถ้าเด็กมีเครื่องมีในการจำที่พร้อมและสมบูรณ์ก็จะทำให้การจำเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะหลักสูตรเทคนิคความจำอัจฉริยะ จะสอนเทคนิคให้นักเรียนเก็บความจำให้เป็นหมวดหมู่ เข้าลิ้นชัก เข้าตู้ให้เรียบร้อย แต่เมื่อใดที่เด็กต้องการนำมาใช้เด็กก็จะสามารถหยิบมาใช้ได้อย่างอัศจรรย์ และยอดเยี่ยมด้วยทำไมคน ไทยจึงคิดอะไรใหม่ไม่เป็น ซึ่งเกี่ยวกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (สมองซีกขวา) ทำไมต่างชาติถึงคิดอะไรใหม่ๆ ทำไมเราต้องตามเขาตลอด เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องบิน (ชาวนาไทยปลูกข้าวทั้งประเทศทั้งปี รวมมูลค่าเท่ากับ การซื้อเครื่องบิน 1 ลำ) เพราะเด็กไทยยังขาดการคิดแบบจินตนาการ ริเริ่มสร้างสรรค์จากการนึกคิดของตัวเองและไม่ติดกรอบ       นี่แหละ SUPER MEMORY มีหน้าที่ที่จะทำให้เด็กไม่ลืมเนื้อหาเดิม โดยใช้จินตนาการในการจำ จำอะไรก็ได้ที่อยากจำโดยไม่ลืม เด็กก็ไม่ต้องเครียดกับการเรียนต่อไปเด็กสามารถนำหลักสูตรนี้ไปใช้ได้ตลอด ชีวิตไม่ว่าจะเรียนในระดับประถม มัธยม ปริญญาตรี ปริญญาโท หรือแม้กระทั่ง ปริญญาเอก ส่งบุตรหลานมาเรียนหลักสูตรนี้กันเถอะคะ และท่านผู้ปกครองจะรู้ทราบว่าการเรียนของบุตรหลานของท่าน สนุกสนานมากขนาดไหน
อัลเบิรต์ ไอน์สไตล์ กล่าวว่า จินตนาการสำคัญกว่าความฉลาด Imagination is more important than intelligence
ถาม: อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กสามารถจำได้ และจำได้ไม่ลืม
ตอบ: สามารถจำได้ และจำได้ไม่ลืมเพราะเด็กไม่ได้จำเป็นตัวเลข หรือตัวหนังสือ แต่เด็กจะจำแบบใช้จินตนาการในการจำ เหมือนการดูหนังทำให้เด็กจำได้

ถาม: ต้องเรียนนานแค่ไหน หรือกี่คอร์สเด็กถึงจะสามารถจำได้
ตอบ: อย่างน้อย  2 คอร์ส เพราะคอร์ส แรกคุณครูจะสอนเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนการจำแบบเดิมคือแบบท่อง จำ มาเป็นการใช้จินตนาการในการจำ เด็กต้องทำการแยกออกมาให้ได้ว่าจินตนาการอันไหนใช้ได้ และจินตนาการอันไหนใช้ไม่ได้ และ การเปลี่ยนตัวเลขเป็นภาพจินตนาการ
ถาม: เรียน super memory เครียดไหม และเรียนกี่คน
ตอบ: เรียน super memory เป็นการเรียนที่สนุกมาก เพราะเด็กไม่ได้ถูกบังคับให้จำอะไร เด็กจะมีจินตนาการตามวัยที่สนุกสนาน และก็ทำให้บรรยากาศการเรียนสนุกสนานตามไปด้วย เพราะการเรียนเป็นการเรียนกลุ่ม ก็จะมีการแลกเปลี่ยนจินตนาการกันอย่างสนุกสนาน

เทคนิคความจำก่อนทำข้อสอบ
เมื่อนักเรียนใกล้วันสอบเมื่อไหร่  เสียงโอดโอยของเด็กๆ ก็ยิ่งดังขึ้นโดยเฉพาะเนื้อหาวิชามากมายที่ต้องอาศัยความจำ จำ และจำตลอดเวลาไหนจะสูตรหาพื้นที่สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม ปริมาตร ของวิชาคณิตศาสตร์ ไหนจะวิชาภาษาอังกฤษการใช้TENSE,NOUN,PRONOUN,ARTICLE,DIRECT-NDIRECT SPEECHแล้วยังมีชื่อต่างๆเช่น ชื่อภูเขา แม่น้ำสำคัญๆในประเทศอีกละ.....โอยแค่นึกก็ปวดหัวแล้วค้าทำอย่างไรจะจำได้ หมด และจำได้แม่นหนอก็ต้องไปจักกับความจำก่อนนะคะ

ความจำคืออะไร
ความจำ คือ ความสามารถในการเก็บและเรียกข้อมูลออกมาใช้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ประสบการณ์จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะถูกบันทึกอยู่ในสมองและระบบประสาท ผ่านกระบวนการทางเคมี ถ้าไม่มีความจำมนุษย์เราต้องเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่หมดทุกวัน เพราะสิ่งที่มองเห็นจะแปลกตา เหมือนกับว่าเพิ่งรู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิต

จำได้....เข้าใจดี
ความจำกับความเข้าใจเป็นส่วนที่ส่งเสริมกันและกันค่ะ ถ้าเข้าใจได้ดีตอนจำก็จะจำได้แม่น แล้วถ้าจำได้แม่น ก็จะมีผลต่อการสร้างความเข้าใจในเรื่องต่อ ๆ ไป เช่น ถ้าเราจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ย่อมอ่าน passage ไม่เข้าใจ หรือเรียนคณิตศาสตร์เข้าใจ แต่จำอะไรไม่ได้เลย ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะนำความรู้ไปใช้ต่อไม่ได้

ทำไมถึง....ลืมล่ะ
คนที่ความจำดีกับคนที่ลืมได้ลืมดี ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่หน่วยบรรจุความจำในสมองหรอกนะค่ะ แต่อยู่ที่สาเหตุเหล่านี้ต่างหาก
1.ไร้การบันทึก  ในบางครั้งที่เด็ก ๆ จำไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้จำเรื่องนั้นมาตั้งแต่ต้น อาจเป็นเพราะไม่ใส่ใจหรือถ้ากำลังครุ่นคิดถึง เรื่องอื่นอยู่ สภาพอารมณ์บางขณะ เช่น ความกระวนกระวาย ความเศร้าซึม ก็อาจทำให้เด็กไม่สามารถจดจำสิ่งที่ครูสอนได้
2.คลื่นรบกวนการเรียนรู้เรื่องใหม่ในชั่วโมงถัดมา จะเป็นคลื่นรบกวนความจำเรื่องที่เพิ่งเรียนผ่านไป เรียกว่า คลื่นหักล้างย้อนหลัง
        จากการ ศึกษาพบว่านักเรียนสามารถจดจำเรื่องที่เพิ่งเรียนผ่านไปได้ถึง 56% แต่ถ้ามีการเรียนสิ่งใหม่คั่นกลางระหว่างการเรียนครั้งนั้นกับการทดสอบความ จำจะเหลือเพียง 26%คลื่นรบกวนระหว่างสองวิชาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันจะมีความรุนแรงมากกว่า วิชาที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าเรียนภาษาอังกฤษ แล้วคั่นด้วยภาษาไทย จะมีผลรบกวนความจำมากกว่าคั่นด้วยวิชาคณิตศาสตร์
ทำอย่างไรถึง..จำได้
1.ตั้งใจที่จะจำ
เราจะจำเรื่องราวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้ากระตือรือร้นอยากจะจำ การที่เด็ก ๆ ท่องชื่อโปเกมอนเป็นร้อยตัวได้ แต่กลับท่องศัพท์ 10 คำ หรือสูตรเลขแค่บรรทัดเดียวไม่ได้ ก็เพราะเหตุผลนี้แหละค่ะ ถ้าไม่สนใจซะอย่างก็ยากที่จะจำได้
2. เชื่อว่าจำได้
ถ้าเด็ก ๆ คิดว่าความจำของตัวเองแย่มาก จำพลอยมีผลต่อความจำตามไปด้วย ควรเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า "ฉันสามารถจำได้ หรือ ฉันต้องจำให้ได้"
3.ทุ่มความสนใจให้เต็มที
เวลาอ่านหนังสือ ไม่ใช่แค่จ้องดูตัวอักษรเรียงรายเต็มหน้ากระดาษเท่านั้น แต่ควรจะครุ่นคิดถึงความหมายและเรื่องราวในเนื้อหาตามไปด้วย ถ้าอยากจะจำให้ได้ ก็ต้องประทับหรือบันทึกข้อมูลให้แนบแน่นในสมองเสียก่อน
4.หมั่นนำมาใช้
สร้างนิสัยการอ่านทบทวนเรื่องราวที่เคยเรียนรู้ให้บ่อยที่สุดเท่า ที่จะเป็นไปได้ เพราะแม้แต่ข้อมูลที่ผ่านการบันทึกและการจัดเก็บเรียงไว้เป็นอย่างดีแล้วยัง มีสิทธิ์ที่จะลืมได้ ถ้าไม่มีการนำออกมาใช้เป็นครั้งคราว
5.เทคนิคความจำ
อย่างที่รู้ ๆ กันว่าสมองซีกซ้ายเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลมาก ภาษา ตรรกะ ส่วนสมองซีกขวาเป็นส่วนของสุนทรียะ ดนตรี ศิลปะ และจินตนาการ ปกติคนเราใช้สมองซีกซ้ายในการจดจำเป็นส่วนใหญ่ โดยละเลยสมองซีกขวาทำให้สมองทั้งสองข้างถูกใช้งานอย่างไม่สมดุล   เมื่อรู้ แบบนี้ เราก็แบ่งให้สมองซีกขวาช่วยทำงานบ้าง ศักยภาพในการจำก็จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว  และเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง ทางการแพทย์ได้ค้นพบว่า คนเราจดจำเป็นรูปภาพมากกว่าเสียง หรือ เหตุผล ทำให้เกิดเทคนิคสร้างความจำด้วยรูปภาพ (Figure Point) ซึ่งต้องอาศัยจินตนาการจากสมองซีกขวาเป็นตัวช่วย


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น