วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Learning Outside

หลักสูตรเทคนิคความจำอัจฉริยะ [SUPER MEMORY ]
                       
                 หลักสูตรเทคนิคความจำอัจฉริยะ เป็นหลักสูตรเดียวในประเทศไทย ที่สอนเทคนิคการจำในส่วนวิชาการหรือตำราเรียน เพื่อให้การเรียนวิชาการ(สังคม,วิทยาศาสตร์,ประวัติศาสตร์,ภาษาไทยฯลฯ)เป็น เรื่องง่ายๆ โดยการใช้จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ในการจำ เพื่อเป็นการฝึกให้เด็กมีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนหนังสือ ควบคู่ไปด้วยอย่างไร ถึงเรียกว่า SUPER MEMORY การเรียนหลักสูตรนี้เป็นการสอนเทคนิคการใช้สมองสองซีกให้สมดุล เพราะมนุษย์เรามีสมองสองซีก คือซีกซ้ายและซีกขวา สมองฝั่งซ้ายเราใช้มันในเรื่องของเหตุผลและวิชาการ ส่วนสมองซีกขวาจะใช้ในเรื่องทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ ถ้าต้องการทำให้สมดุลก็คือเราต้องให้สมองได้มีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสามารถนำไปใช้ในส่วนของวิชาการได้ จึงทำให้การจำเป็นการจำที่เป็นระบบมากขึ้น จำได้นาน จำได้เร็วและเก็บรายละเอียดได้ดีถ้าเรา นึกย้อนไปในการเรียนในอดีตเมื่อเราเรียนหนังสือ เราจะสังเกตเห็นว่าเราเรียนหนังสือซ้ำๆกันในหลายๆวิชา เช่น เราเรียนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เราก็ยังคงต้องท่องเนื้อหาเดิมซ้ำๆ กัน เพียงแต่ว่าแต่ละชั้นปีที่สูงขึ้นก็มีเนื้อหาที่เพิ่มขึ้น แต่เนื้อหาเก่าไม่เปลี่ยนแปลงแต่ก็จำไม่ได้ ทำให้เราต้องเรียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอด ถ้าเราไม่ลืมเนื้อหาเก่าเราก็จะเรียนเนื้อหาใหม่เพียงนิดเดียว เช่น การจำรัชกาลที่ 1-9, การจำพระนามกษัตริย์ 32 พระองค์ในสมัยอยุธยา , การจำชั้นบรรยากาศโลก, การจำตารางธาตุ 108 ตารางธาตุฯลฯ ดังจะเห็นได้ว่าเด็กมีเรื่องมากมายที่ต้องจำ ถ้าเด็กมีเครื่องมีในการจำที่พร้อมและสมบูรณ์ก็จะทำให้การจำเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะหลักสูตรเทคนิคความจำอัจฉริยะ จะสอนเทคนิคให้นักเรียนเก็บความจำให้เป็นหมวดหมู่ เข้าลิ้นชัก เข้าตู้ให้เรียบร้อย แต่เมื่อใดที่เด็กต้องการนำมาใช้เด็กก็จะสามารถหยิบมาใช้ได้อย่างอัศจรรย์ และยอดเยี่ยมด้วยทำไมคน ไทยจึงคิดอะไรใหม่ไม่เป็น ซึ่งเกี่ยวกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (สมองซีกขวา) ทำไมต่างชาติถึงคิดอะไรใหม่ๆ ทำไมเราต้องตามเขาตลอด เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องบิน (ชาวนาไทยปลูกข้าวทั้งประเทศทั้งปี รวมมูลค่าเท่ากับ การซื้อเครื่องบิน 1 ลำ) เพราะเด็กไทยยังขาดการคิดแบบจินตนาการ ริเริ่มสร้างสรรค์จากการนึกคิดของตัวเองและไม่ติดกรอบ       นี่แหละ SUPER MEMORY มีหน้าที่ที่จะทำให้เด็กไม่ลืมเนื้อหาเดิม โดยใช้จินตนาการในการจำ จำอะไรก็ได้ที่อยากจำโดยไม่ลืม เด็กก็ไม่ต้องเครียดกับการเรียนต่อไปเด็กสามารถนำหลักสูตรนี้ไปใช้ได้ตลอด ชีวิตไม่ว่าจะเรียนในระดับประถม มัธยม ปริญญาตรี ปริญญาโท หรือแม้กระทั่ง ปริญญาเอก ส่งบุตรหลานมาเรียนหลักสูตรนี้กันเถอะคะ และท่านผู้ปกครองจะรู้ทราบว่าการเรียนของบุตรหลานของท่าน สนุกสนานมากขนาดไหน
อัลเบิรต์ ไอน์สไตล์ กล่าวว่า จินตนาการสำคัญกว่าความฉลาด Imagination is more important than intelligence
ถาม: อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กสามารถจำได้ และจำได้ไม่ลืม
ตอบ: สามารถจำได้ และจำได้ไม่ลืมเพราะเด็กไม่ได้จำเป็นตัวเลข หรือตัวหนังสือ แต่เด็กจะจำแบบใช้จินตนาการในการจำ เหมือนการดูหนังทำให้เด็กจำได้

ถาม: ต้องเรียนนานแค่ไหน หรือกี่คอร์สเด็กถึงจะสามารถจำได้
ตอบ: อย่างน้อย  2 คอร์ส เพราะคอร์ส แรกคุณครูจะสอนเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนการจำแบบเดิมคือแบบท่อง จำ มาเป็นการใช้จินตนาการในการจำ เด็กต้องทำการแยกออกมาให้ได้ว่าจินตนาการอันไหนใช้ได้ และจินตนาการอันไหนใช้ไม่ได้ และ การเปลี่ยนตัวเลขเป็นภาพจินตนาการ
ถาม: เรียน super memory เครียดไหม และเรียนกี่คน
ตอบ: เรียน super memory เป็นการเรียนที่สนุกมาก เพราะเด็กไม่ได้ถูกบังคับให้จำอะไร เด็กจะมีจินตนาการตามวัยที่สนุกสนาน และก็ทำให้บรรยากาศการเรียนสนุกสนานตามไปด้วย เพราะการเรียนเป็นการเรียนกลุ่ม ก็จะมีการแลกเปลี่ยนจินตนาการกันอย่างสนุกสนาน

เทคนิคความจำก่อนทำข้อสอบ
เมื่อนักเรียนใกล้วันสอบเมื่อไหร่  เสียงโอดโอยของเด็กๆ ก็ยิ่งดังขึ้นโดยเฉพาะเนื้อหาวิชามากมายที่ต้องอาศัยความจำ จำ และจำตลอดเวลาไหนจะสูตรหาพื้นที่สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม ปริมาตร ของวิชาคณิตศาสตร์ ไหนจะวิชาภาษาอังกฤษการใช้TENSE,NOUN,PRONOUN,ARTICLE,DIRECT-NDIRECT SPEECHแล้วยังมีชื่อต่างๆเช่น ชื่อภูเขา แม่น้ำสำคัญๆในประเทศอีกละ.....โอยแค่นึกก็ปวดหัวแล้วค้าทำอย่างไรจะจำได้ หมด และจำได้แม่นหนอก็ต้องไปจักกับความจำก่อนนะคะ

ความจำคืออะไร
ความจำ คือ ความสามารถในการเก็บและเรียกข้อมูลออกมาใช้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ประสบการณ์จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะถูกบันทึกอยู่ในสมองและระบบประสาท ผ่านกระบวนการทางเคมี ถ้าไม่มีความจำมนุษย์เราต้องเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่หมดทุกวัน เพราะสิ่งที่มองเห็นจะแปลกตา เหมือนกับว่าเพิ่งรู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิต

จำได้....เข้าใจดี
ความจำกับความเข้าใจเป็นส่วนที่ส่งเสริมกันและกันค่ะ ถ้าเข้าใจได้ดีตอนจำก็จะจำได้แม่น แล้วถ้าจำได้แม่น ก็จะมีผลต่อการสร้างความเข้าใจในเรื่องต่อ ๆ ไป เช่น ถ้าเราจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ย่อมอ่าน passage ไม่เข้าใจ หรือเรียนคณิตศาสตร์เข้าใจ แต่จำอะไรไม่ได้เลย ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะนำความรู้ไปใช้ต่อไม่ได้

ทำไมถึง....ลืมล่ะ
คนที่ความจำดีกับคนที่ลืมได้ลืมดี ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่หน่วยบรรจุความจำในสมองหรอกนะค่ะ แต่อยู่ที่สาเหตุเหล่านี้ต่างหาก
1.ไร้การบันทึก  ในบางครั้งที่เด็ก ๆ จำไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้จำเรื่องนั้นมาตั้งแต่ต้น อาจเป็นเพราะไม่ใส่ใจหรือถ้ากำลังครุ่นคิดถึง เรื่องอื่นอยู่ สภาพอารมณ์บางขณะ เช่น ความกระวนกระวาย ความเศร้าซึม ก็อาจทำให้เด็กไม่สามารถจดจำสิ่งที่ครูสอนได้
2.คลื่นรบกวนการเรียนรู้เรื่องใหม่ในชั่วโมงถัดมา จะเป็นคลื่นรบกวนความจำเรื่องที่เพิ่งเรียนผ่านไป เรียกว่า คลื่นหักล้างย้อนหลัง
        จากการ ศึกษาพบว่านักเรียนสามารถจดจำเรื่องที่เพิ่งเรียนผ่านไปได้ถึง 56% แต่ถ้ามีการเรียนสิ่งใหม่คั่นกลางระหว่างการเรียนครั้งนั้นกับการทดสอบความ จำจะเหลือเพียง 26%คลื่นรบกวนระหว่างสองวิชาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันจะมีความรุนแรงมากกว่า วิชาที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าเรียนภาษาอังกฤษ แล้วคั่นด้วยภาษาไทย จะมีผลรบกวนความจำมากกว่าคั่นด้วยวิชาคณิตศาสตร์
ทำอย่างไรถึง..จำได้
1.ตั้งใจที่จะจำ
เราจะจำเรื่องราวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้ากระตือรือร้นอยากจะจำ การที่เด็ก ๆ ท่องชื่อโปเกมอนเป็นร้อยตัวได้ แต่กลับท่องศัพท์ 10 คำ หรือสูตรเลขแค่บรรทัดเดียวไม่ได้ ก็เพราะเหตุผลนี้แหละค่ะ ถ้าไม่สนใจซะอย่างก็ยากที่จะจำได้
2. เชื่อว่าจำได้
ถ้าเด็ก ๆ คิดว่าความจำของตัวเองแย่มาก จำพลอยมีผลต่อความจำตามไปด้วย ควรเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า "ฉันสามารถจำได้ หรือ ฉันต้องจำให้ได้"
3.ทุ่มความสนใจให้เต็มที
เวลาอ่านหนังสือ ไม่ใช่แค่จ้องดูตัวอักษรเรียงรายเต็มหน้ากระดาษเท่านั้น แต่ควรจะครุ่นคิดถึงความหมายและเรื่องราวในเนื้อหาตามไปด้วย ถ้าอยากจะจำให้ได้ ก็ต้องประทับหรือบันทึกข้อมูลให้แนบแน่นในสมองเสียก่อน
4.หมั่นนำมาใช้
สร้างนิสัยการอ่านทบทวนเรื่องราวที่เคยเรียนรู้ให้บ่อยที่สุดเท่า ที่จะเป็นไปได้ เพราะแม้แต่ข้อมูลที่ผ่านการบันทึกและการจัดเก็บเรียงไว้เป็นอย่างดีแล้วยัง มีสิทธิ์ที่จะลืมได้ ถ้าไม่มีการนำออกมาใช้เป็นครั้งคราว
5.เทคนิคความจำ
อย่างที่รู้ ๆ กันว่าสมองซีกซ้ายเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลมาก ภาษา ตรรกะ ส่วนสมองซีกขวาเป็นส่วนของสุนทรียะ ดนตรี ศิลปะ และจินตนาการ ปกติคนเราใช้สมองซีกซ้ายในการจดจำเป็นส่วนใหญ่ โดยละเลยสมองซีกขวาทำให้สมองทั้งสองข้างถูกใช้งานอย่างไม่สมดุล   เมื่อรู้ แบบนี้ เราก็แบ่งให้สมองซีกขวาช่วยทำงานบ้าง ศักยภาพในการจำก็จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว  และเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง ทางการแพทย์ได้ค้นพบว่า คนเราจดจำเป็นรูปภาพมากกว่าเสียง หรือ เหตุผล ทำให้เกิดเทคนิคสร้างความจำด้วยรูปภาพ (Figure Point) ซึ่งต้องอาศัยจินตนาการจากสมองซีกขวาเป็นตัวช่วย


My lesson plan is Wat Phra That.  My terminal objective is  “Students will be able to ask and give directions.” . And enabling objective is “Students will be able to tell the meaning of vocabularies about directions and Students will be able to ask and give information about direction.

Leaning Experiences:

Teacher

Students

Warm Up: ( 5 min )

 - Good morning, how are you today?

- I’m fine thank you. Sit down!

- Do you know about interesting places in Mueang Nakhon Si Thammarat?

-Could you give me some example of interesting places in Mueang Nakhon Si Thammarat.


-Today, we are going to learn about interesting places in Mueang Nakhon Si Thammarat and how to go there?

Presentation (15 min.)

-Teacher open PPT to present the vocabularies about places, asking and giving directions.

- turn left, turn right, go past, opposite,     across, between, in front of, behind, next to ,go straight ahead.

- Show the picture about directions.


- Teacher asks “ If you are here ……you want to go to the .Wat Phra That. How you go there?


Practice (20 min.)

-Now, I have worksheet for you. You have 10 minutes to do it.

-Have you finished? We’ll check the answer together.


-I’d like you to pair up and make a conversation about the places in the picture and how to go there?

-   I want a volunteer to speak with your partner in front of the class.


Production (5 min.)

-I have homework for you
draw a map about interesting places in Mueang Nakhon Si Thammarat. Then, make a conversation and present to me next week.

Wrap up (5 min.)
-Well, everybody did a good job today. Can you help me summarize what we’ve learned today?

-It’s very good, Do you have any questions. If not, See you on next week. Thanks for your attention.



-Good morning teacher.
- I’m fine thank you and you?


-Students: Yes, I do/ No, I don’t


-Students:
-         WatPhra That.
-         Museum.















-Students:
Go straight ahead on the XY road and go past the department store. Wat Phra That is on your left, It’s opposite of the hospital.


-Students: do the work sheet in pairs


-Students check answer together.



-Students: Practice.


.-Students: Practice.










-Students: I have learned about places of interest in Mueang Nakhon SiThammarat  and how to go there.


-Good bye.



วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556


My lesson plan is National flowers of ASEAN Countries.  My terminal objective is  “Students will be able to ask and give information about National Flowers of 10 ASEAN Countries” . And enabling objective is “Students will be able to tell the meaning of vocabularies about National Flowers of 10 ASEAN Countries, and Students will be able to ask and give information about National Flowers of 10 ASEAN  Countries .

Leaning Experiences:

Teacher

Students

Warm Up: ( 5 min )
- Good morning, how are you today?

- I’m fine thank you. Sit down!

- Today, I have video for you.
Are you Ready?
- What do you see in the video .
-How many flowers in ASEAN ?”
- Very good.

- Today, we are going to learn about National   Flowers of 10 ASEAN Countries .
              
Presentation (15 min.)
-Teacher open PPT to present the vocabularies about national flowers of 10 ASEAN Countries .                     
      -Simpor , Rumdul , Moon Orchid , Champa , Bunga raya , Padauk , Sampaguita Jasmine , Vanda Miss Joaquim , Ratchaphreuk , Lotus.




- Show the picture.
- Teacher asks “What is the national flowers?



Practice (20 min.)
-Now, I have worksheet for you. You have 10 minutes to do it.

-Have you finished? We’ll check the answer together.


-I’d like you to pair up and make exercise.

-   I want a volunteer to speak with your partner in front of the class.


Production (5 min.)
-I have homework for you, Give information about ASEAN Currency and present to me next week.




Wrap up (5 min.)
-Well, everybody did a good job today. Can you help me summarize what we’ve learned today?
-It’s very good, Do you have any questions. If not, See you on next week. Thanks for your attention.


-Good morning teacher.
- I’m fine thank you and you?


-Yes, I am.

- Flowers of 10 ASEAN Countries .                     
- Ten,















-Students: The national flowers of   Malaysia  is “Bunga Raya.
              


-Students: Practice.


-Students check answer together.



-Students: Practice.

-Students: Practice.











-Students: I have learned about national  flowers of 10 ASEAN Countries .                     

-Good bye.




Learning Log [ Inside Room ]

Today is the last day for teach to the test about ASEAN lesson plan. There are 26 people teach to the test in today. Some people have good idea to teach student  they teach steps of scanning Reading. Some people have good instruction media to teach student
I think, today everyone can learn from the lesson by comfortable. But today everyone afraid about pass or fail, because my teacher doesn’t tell to students about scoring. Teacher comments to students after teach finished. He help me to improve to do my lesson plan for next time.
To conclusion, my friend and I can development many skill such as writing skill, reading skill, listening skill. We can use knowledge for writing lesson plan in the future.


learning log [ Outside ]

5 วิธีฝึกภาษาอังกฤษสำหรับคนอยากเก่งภาษาอังกฤษ

1. เรียนพิเศษ:
การเรียนพิเศษเป็นสิ่งจำเป็นมาก คุณต้องการครูเพื่อปูพื้นฐานและแนะแนวการเรียน การเรียนพิเศษก่อให้เกิดการได้ใช้งานจริงคือการทำงานเขียน ทำแบบทดสอบ การสนทนากับเพื่อนและครู และต่อยอดไปสู่การสร้างสังคมคือมีเพื่อนในที่เรียน ถ้าต้องการการสนทนาเยอะอย่างเป็นธรรมชาติให้เรียนกับครูฝรั่ง ใช้คอร์สพื้นฐาน เน้นพูดเยอะ ช่วยได้ ยิ่งพูดเยอะ ยิ่งเป็นเร็ว สุดท้ายไม่ต้องไปนั่งท่องอะไรเลย โดยเฉพาะกิริยาช่อง 1 ช่อง 2 ช่อง 3 อะไรพวกนั้น ท่องไปเถอะครับ ท่องไปก็ใช้ไม่เป็น แต่ถ้าได้พูดกับฝรั่งบ่อยๆ เป็นเลย
2. มีกลุ่มเพื่อนที่พูดภาษาอังกฤษ:
ไม่จำเป็นต้องเป็นฝรั่งทั้งหมด มาเลย์เซีย เกาหลี ไต้หวัน อะไรก็ได้ คุณจะพบกลุ่มเหล่านี้ได้จากที่เรียนพิเศษ ก็สานสัมพันธ์กันไป ผมเองครั้งหนึ่งก็มีเพื่อนร่วมคอนโดเป็นชาติแถบเอเชียและแขกขาวที่พูดอังกฤษทั้งหมด แล้วผมก็ไปสนิทกับพวกเขา ไปเที่ยวกันในวันหยุด อยู่ด้วยกันทั้งวัน ไปทำกิจกรรมที่โบสถ์ ผมได้พูดภาษาอังกฤษเยอะมากและช่วยผลักดันศักยภาพทางภาษาอย่างมากมายมหาศาล
3. มีตำราประจำตัว:
ภาษาอังกฤษสำคัญที่โครงสร้างประโยค คือถ้าคุณรู้โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษซึ่งมันมีอยู่ไม่กี่อย่าง อาทิ
I do… /I do not… /I can… /I cannot… /I want… /I will… ฯลฯ แล้วตามด้วยคำศัพท์ คำกิริยา ฯลฯ เหล่านี้คือการสร้างโครงสร้างประโยค ถ้าคุณผสมโครงสร้างประโยคได้ ก็จบแล้วครับภาษาอังกฤษ ที่เหลือเป็นเรื่องของการเอาคำศัพท์มาปะติดปะต่อและการเลือกใช้ Tense ซึ่งความท้าทายของภาษาคือ Tense ซึ่งในภาษาอังกฤษแยก ปัจจุบัน อดีต อนาคต แบ่งเป็นอย่างต่ำ 6 tense และคำกิริยาก็ดันแยกออกเป็นสามตามแต่ละ tense:
Simple present: Sun goes up every morning.
Simple past: Sun went down at 6PM yesterday.
Future: Sun will go up 5AM in summer.
Present continuous: I am going to the shop in the afternoon.
Past continuous: I was going to the shop when you called.
Future continuous: I will be going to shop this time tomorrow
Present perfect: I have gone out already.
Past perfect: I had gone out by the time you came back yesterday.
Future perfect: I will have gone out by the time you come back tomorrow.
ถามว่างงไหมตอบตรงๆ ผมโครตงงเลย ไม่รู้อะไรเป็นอะไร นี่คือเบาะๆ แค่ได้แค่นี้ก็ครอบคลุมการสร้างประโยคได้มากแล้ว เรื่องพวกนี้คุณไม่ต้องไปท่องมาก อย่างที่บอกยิ่งท่องยิ่งลืม ให้หาโอกาสเรียนสด พูดสด เขียนสด จะช่วยได้ พอได้พูด ได้ยิน ได้ฟังแล้วให้หันกลับมาหาตำราเพื่อกระชับทักษะให้แม่นขึ้น ตำราจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมคุณถึงต้องพูดแบบนั้น และถ้าคุณจะพูดแบบนี้ต้องผสม tense แบบไหนถึงจะถูกต้องจริงๆ ผมแนะนำตำราสองอัน
SIDE by SIDE Student BookSide by Side Student Book by Steven J. Molinsky: เป็นตำราเรียนภาษาที่ไม่หนามาก ทำเป็นภาพการ์ตูนไล่เรียงการใช้ tense ที่ผมบอกไปอย่างเรียบง่ายผมอ่านตำรานี้เอาอยู่เลย เพราะมันช่วยให้ผมเข้าใจหลักการใช้ tense ที่ถูกต้อง กล่าวคือผมมีพื้นฐานการสร้างประโยคการพูดมาแล้ว พอมาเรียน tense มันจะไปไว เป็นการตัดแต่งความรู้รั่วๆให้มันเป็นระเบียบขึ้น หนังสือชุดนี้มีหลายเวอร์ชั่น ตอนนี้ผมไม่รู้แล้วว่าเวอร์ชั่นไหนเป็นเวอร์ชั่นไหน แต่เล่มเดิมที่ผมอ่านมันเป็น Student Book ปกเขียวตามรูป ผมซื้อไว้นานเป็นสิบปีที่ Kinokuniya สาขา The Emporium ตอนนี้คงต้องไปหาใน Amazon กันเอง
Practical English Usage
Michael Swan’s Practical English Usage: อันนี้คือโครตของโครตการใช้ไวยากรณ์ (Gramma) สำหรับเซียนภาษาที่คล่องภาษาแล้วและต้องการตรวจสอบการใช้งานไวยากรณ์บางรายการที่ไม่แน่ใจ หนังสือเล่มนี้แยกหมวดหมู่ไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษอย่างดีมาก มีประโยชน์สุดๆและแนะนำให้เป็นตำราภาษาอังกฤษสามัญประจำบ้าน เล่มนี้ผมซื้อไว้เป็นสิบปีเหมือนกัน ที่ Kinokuniya สาขา The Emporium
4. ฝึกฟังภาษาอังกฤษผ่าน Youtube และ Pod Cast:
ผมใช้บ่อยคือการเปิด Youtube พวกการพูดอย่าง TED Talk และ Pod Cast ที่ Blogger ฝรั่งชอบบันทึกแล้วนำไปเผยแพร่บัน Blog การฟังเป็นการฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะต้องใช้สติและสมาธิสูง ข้อมูลจะเข้าหัวได้ดีกว่าการฟังจากการดูหนังฝรั่ง
ปัญหาของภาพยนตร์ฝรั่งแบบอเมริกันคือภาษาอังกฤษแบบอเมริกันพูดเร็ว เป็นภาษาแสลงและภาษาโจ๋ๆที่เข้าใจยาก ผมดูหนังฝรั่งอเมริกันไม่เคยเข้าใจอะไรที่มันพูดเลย
แต่ถ้าเป็นภาพยนตร์อังกฤษอันนี้มีความเป็นภาษาที่ฟังออกและเข้าใจง่ายมากกว่าเยอะ ที่ผ่านมาคนมักแนะนำให้ดูหนังฝรั่งเพื่อฝึกภาษา แต่ผมขอแนะนำไปโหลด talk show ของนักพูดใน Youtube ดีกว่าเพราะคนเหล่านี้มีภาษาพูดที่ถูกต้องและชัดเจนมากกว่าเยอะ คุณสามารถทดสอบความแตกต่างได้โดยการเข้า Youtube ไปดู clip หนังฝรั่งอเมริกันแล้วลองไปดู clip สอนการพูดโดย Roger Love จะเห็นว่าแตกต่างกันมากในเรื่องของความชัดเจนของภาษา
5. อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ:

การอ่านเป็นการฝึก พัฒนา และลับคมความรู้ภาษาอังกฤษในระยะยาวได้เป็นอย่างดี คุณสามารถเลือกอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้มากมายตามใจชอบ สนใจเรื่องใดอ่านเรื่องนั้น เรื่องที่คุณสนใจจะเป็นแรงผลักดันให้อยากอ่านอยากศึกษา ส่วนข้อแนะนำในการอ่านหนังสือคือหลีกเลี่ยงหนังสือที่เป็นวิชาการมากเกินไป เพราะหนังสือเหล่านี้เป็นเนื้อหาหนัก เขียนโดยนักวิชาการ ด็อกเตอร์ และผู้มีความรู้สูง ซึ่งปัญหาของคนมีความรู้สูงมากเกินไปคือถ่ายทอดภาษาที่เข้าใจอยู่คนเดียว คุณควรเลือกอ่านหนังสือที่เขียนโดยคนทั่วไปทีอยากแชร์ประสบการณ์และความรู้ของตัวเอง คนทั่วไปเหล่านี้เขียนด้วยภาษาง่ายๆเหมือนผมและคุณ อ่านง่าย เข้าถึงง่าย ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาได้เร็วเพราะไม่เครียดในความเป็นวิชาการอันซับซ้อน

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

Chat with foreigner via Facebook( Week 7 )




Learning contract (Week7)

Date
Activities
Sunday
- พูดคุยกับเพื่อนหรือชาวต่างชาติ ผ่าน Feacbook
Monday
- Learning log outside classroom
Tuesday
- VOA
Wednesday
- search website  about   learning English
Thursday
- พูดคุยกับเพื่อนหรือชาวต่างชาติ ผ่าน Feacbook
Friday
- Learning log outside classroom
Saturday
- search website  about   learning English

Improve the way speak English. (outside) (Week7)


           This is the first step to learn any other accent, be it American or British or Australian.
Lisa Mojsin, head trainer, director and founder of the Accurate English Training Company in Los Angeles, offers these tips to help 'neutralise' your accent or rather do away with the local twang, as you speak.
           1. Observe the mouth movements of those who speak English well and try to imitate them.When you are watching television, observe the mouth movements of the speakers. Repeat what they are saying, while imitating the intonation and rhythm of their speech.
          2. Until you learn the correct intonation and rhythm of English, slow your speech down. If you speak too quickly, and with the wrong intonation and rhythm, native speakers will have a hard time understanding you.  Don't worry about your listener getting impatient with your slow speech -- it is more important that everything you say be understood.
         3. Listen to the 'music' of English. Do not use the 'music' of your native language when you speak English. Each language has its own way of 'singing'.
        4. Use the dictionary. Try and familiarise yourself with the phonetic symbols of your dictionary. Look up the correct pronunciation of words that are hard for you to say.
           5. Make a list of frequently used words that you find difficult to pronounce and ask someone who speaks the language well to pronounce them for you. Record these words, listen to them and practice saying them. Listen and read at the same time. 
             6. Buy books on tape. Record yourself reading some sections of the book. Compare the sound of your English with that of the person reading the book on the tape.
           7. Pronounce the ending of each word. Pay special attention to 'S' and 'ED' endings. This will help you strengthen the mouth muscles that you use when you speak English.
 


Want to Lose Weight? Try Counting Calories(Week7)



       Vocabulary
        Pronunciation
          Meaning
Satisfy(vi)
'sætə,sfa
-  ตอบสนองความต้องการ
 Ex= I have never been satisfied with my job.
Obesity(n)
əu'bi:səti:
การมีน้ำหนักตัวมากเกินไป
Ex= The problem of obesity among children.
Conflict(n)
'kɔnflikt
-การต่อสู้
Ex= Doctors often come into conflict with politicians.
Association(n)


ə,səusi:'eiʃən
-การเชื่อมติดกัน
Ex= The NationalAssociation of Broadcasters.
Regularly(adv)

'regyələ:li
- โดยปกติ
Ex= place the flags at regularly intervals
Epidemic(n)
,epə'demik
- การลุกลามอย่างรวดเร็ว
Ex= A flu epidemic.